No Escape: Male rape in U.S. prisons

posted on 19 Feb 2009 00:11 by verellie in Blogging, Movie

ฮวาก ไม่ได้อัพบล็อกนานมากเลยพี่น้อง

ที่ไม่ได้อัพก็เพราะยุ่งมาก มือเป็นระวิง ไม่มีเวลาว่าง นอนเช้าตาโหล

ในที่สุดก็....

 

 

 

 

ดู Prison Break จนจบซีซั่นสามแล้ว!!!! กร๊ากกกกก  ยุ่งในเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ดูแล้วมันหยุดไม่ได้จริงๆ นะ

กำลังรอให้ซีซั่นสี่ออกมาครบๆ ค่อยซื้อดีวีดีมาดูทีเดียว แต่เอนทรีนี้ไม่ได้กะจะคุยเรื่อง Prison Break หรอก แอบบอกเฉยๆ แล้วกันว่าดูซะนะ ลินคอล์นกล้ามใหญ่มาก ฮวาก โฮวก (หมายเหตุ>> ซีรีส์นี้ไม่ได้เกี่ยวกับฟิตเนส)

ขอย้อนกลับไปที่ซีซั่นหนึ่ง เริ่มเรื่องมา พ่อไมเคิล สโกลฟีลด์ก็แล่นเข้าไปอยู่ในคุกเพื่อวางแผนช่วยพี่ชายผู้ต้องโทษประหารชีวิต ออกจากคุก ไมเคิลเป็นวิศวกรสุดเนิร์ด การศึกษาดี อนาคตไกล กล้ามใหญ่แต่ยังใหญ่ไม่เท่าพี่ เป็น Fish สุด Pretty (ตามคำเล่าลือของนักโทษในคุก ทุกคน... เหอะ แม้กระทั่งป้าใน season 2 ยังชมเปาะว่าไมเคิล is a Pretty one) คนอย่างนี้ถูกส่งเข้าไปอยู่ในดงนักโทษ  คุกเป็นสถานที่ซึ่งกำลังและความป่าเถื่อนมีชัยเหนือสมอง ปริญญาเอย อัลกอริทึ่มเอย สิ่งเหล่านี้ใช้ป้องกันตัวเองไม่ได้ แต่... แต่... แต่... ไม่รู้ว่าเพราะมีรังสีอำมหิตของพี่ชายหรือผีบรรพบุรุษตามปกป้อง ไมเคิลมันรอดจากคมเขี้ยวหมาป่ามาได้ว่ะ!!!! อ๊ะ หรือจะเป็นเพราะบารมีอันน้อยนิดของ cell-mate อย่างซูเกร... ผู้ขึงผ้าปูเตียงร่วมกันมา... (หมายเหตุ: ขึงผ้าปูหมายความว่า cell-mates กำลังสร้างความสนิทสนมกลมเกลียวตามประสาชายกลัดมันภายใน cell)

 

 

Mr. Pretty ควบรางวัลขวัญใจช่างภาพในการประกวดชายงามแห่งฟ็อกซ์รีเวอร์

 

 

ลินคอล์นก็อยู่ใน SHU จะเอาเวลาที่ไหนมาปกป้องน้องไมค์ของพี่?

ผีบรรพบุรุษก็ไม่มีบทบาท เพราะ Prison Break ไม่ใช่หนังผี ปัง! กรี๊ด! ตรูล่ะเบื่อ!

ไอ้คุณซูเกรน้ำตาลมิตรผลยิ่งแล้วใหญ่ ฮีจะปกป้องไมเคิลทำไมในเมื่อไมเคิลไม่ใช่มาริครูซ

 

 

 

แอบอ้างถึงรายงานของคุณ Joanne Mariner (deputy director of the Americas Division of Human Rights Watch) รายงานฉบับนี้เขียนขึ้นจากงานวิจัยในปี 1996 ถึง 1999 โดยในการทำวิจัย ทีมงานได้สัมภาษณ์นักโทษกว่าสองร้อยคน สอบถามความคิดเห็น, ประสบการณ์ตรงของนักโทษที่ยินดีให้ความร่วมมือ รวมไปถึงรวบรวมข้อมูลการร้องเรียนของนักโทษที่ทางเรือนจำเก็บไว้มาใช้เป็น หลักฐาน และยังมีจดหมายที่นักโทษเขียนถึงครอบครัว บันทึกด้านการแพทย์ เป็นต้น งานวิจัยนี้ว่าด้วยเรื่อง "การข่มขืนกันเองของนักโทษชายใน U.S."(ไม่ได้หมายความว่าในคุกหญิงล้วนไม่มี แต่งานวิจัยนี้ไม่ครอบคลุมไปถึงเพศหญิง และ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีนักโทษชายที่โดนข่มขืนโดยพัสดี แต่งานวิจัยนี้ก็ไม่ครอบคลุมไปถึงส่วนนั้นเช่นกัน)

นักโทษที่ให้สัมภาษณ์ล้วนถูกคัดสรรมาอย่างดี ไม่ใช่การสุ่ม นักโทษที่ยินดีให้ความร่วมมือส่วนใหญ่เคยถูกข่มขืนหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ ในคุก ส่วนน้อยที่โชคดีไม่โดนข่มขืนก็ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เคยพบเห็น รวมไปถึงนักโทษอีกหยิบมือที่มีส่วนร่วมในการข่มขืนกระทำชำเรานักโทษอื่นก็ ให้ข้อมูลจากมุมมองของตัวเองเช่นกัน (จริงๆ rapists อาจจะเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยตัว) 

รายงานอย่างยาว

แต่เราจะยกมาเฉพาะส่วน PREDATORS AND VICTIMS (ผู้ล่าและเหยื่อ) ใครคือผู้ล่า? ใครเหมาะสมจะเป็นเหยื่อ?

มาเริ่มกันเลยดีกว่า

 

 

 

 

 

จากคำให้การของ Dee Farmer สาวประเภทสองที่แปลงเพศแล้ว เธอเล่าว่า: เพียงแค่สองสัปดาห์แรกของการเข้าคุก เธอก็ถูกข่มขืนอย่างโหดเหี้ยมจนไม่เหลือชิ้นดี ฟาร์มเมอร์จึงอ้อนวอนขอความเมตตาต่อศาลว่าการที่ต้องอยู่ในคุกชายสร้างความ เจ็บปวดรวดร้าวให้เธอเพียงไร แต่จริงๆ แล้วนักโทษที่จะถูกข่มขืนในเรือนจำชายนั้น ไม่จำเป็นต้องแปลงเพศเหมือนกับฟาร์มเมอร์หรอก ชายอกสามศอกก็โดนข่มขืนได้เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็น เด็ก, ผิวขาว, ตัวจิ๋ว, ผมยาว, เคยติดคุกครั้งแรก, เสียงเล็ก, เป็นเกย์, ขี้อาย, ฉลาด, ทึ่ม, เก็บเนื้อเก็บตัว เหล่านี้ล้วนเป็นคีย์เวิร์ดที่พบได้ในเหยื่อของการถูกข่มขืน

แล้วผู้ล่าล่ะ? จริงๆ ก็มีเหมือนกันที่นักโทษแก่ๆ ลุกขึ้นมาเตะปี๊บ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักโทษหนุ่มๆ เท่านั้นที่ชอบขืนใจชาวบ้าน  หนุ่มในที่นี้หมายความว่าอายุน้อย แต่ผู้ล่ามักจะอายุมากกว่าเหยื่อ โดยเฉลี่ยแล้วกลุ่มอายุของผู้ล่าจะต่ำกว่าสามสิบห้าปี ตัวใหญ่ ล่ำหนา แข็งแรงกว่าเหยื่อ มีนิสัยชอบรุกรานและชาชินกับการใช้ชีวิตในคุกราวกับอยู่บ้านนั่นเทียว ผู้ล่ามักเป็นอาชญากรอุกฉกรรจ์ หรืออย่างน้อยก็มักจะต้องโทษด้วยคดีร้ายแรงกว่าลูกไก่ในกำมือของพวกเขา

ในกรณีของนักโทษที่เป็นเกย์ พวกเขาตกเป็นเหยื่อได้ง่าย แต่ไม่ค่อยพบเห็นนักโทษที่เป็นเกย์ไล่ข่มขืนคนอื่นสักเท่าไหร่ ไอ้พวก hetero ทั้งหลายนี่ตัวดีนักเชียว อยู่นอกคุกเหล่หญิง อยู่ในคุกไม่มีหญิงให้เหล่ก็เอาเพศเดียวกัน มันเอาหมด

เชื้อชาติก็มีผลอย่างมาก บ่อยครั้งที่นักโทษผิวขาวถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยนักโทษผิวดำและพวกเม็กซิกัน ในขณะเดียวกัน นักโทษผิวสีก็ไม่ค่อยถูกระรานทางเพศจากคนผิวขาว

ต่อไปเ็ป็นรายละเอียดแบบเจาะลึก

 

 

นักโทษที่อายุน้อยหรือหน้าเด็กเป็นกลุ่มที่ประสบความเสี่ยงสูง คำว่า "Kid" มักจะใช้เรียกเหยื่อที่ถูกบังคับให้มีสัมพันธ์ทางร่างกายกับผู้อื่น (อารมณ์เด็กป๋า?) ดังตัวอย่างอันน่าเศร้าสลดของ Rodney Hulin เด็กหนุ่มชาวเท็กซัสอายุสิบเจ็ดปีถูกส่งไปอยู่ในเรือนจำของผู้ใหญ่ เขาถูกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนักโทษที่อายุมากกว่า ในที่สุด สถานการณ์ก็บีบคั้นให้ฮูลินฆ่าตัวตาย

Human Rights Watch ได้ข้อมูลจากนักโทษวัยรุ่นน้อยมาก ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากนักโทษที่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเล่าความสมัยเขายัง เป็นวัยรุ่น อีกตัวอย่างหนึ่งได้มาจากแม่ของนักโทษในปี 1998 เธอติดต่อมาที่ Human Rights Watch แจ้งว่าลูกชายของเธอชื่อ R.P. เพื่อนของเขา และนักโทษอีกสามคนถูกข่มขืนในห้องขังเดียวกัน Human Rights Watch จึงติดต่อไปหาเด็กคนนั้น เขาตอบว่า:

"ขอโทษที่ตอบช้าครับ ตอนนี้ผมประสบปัญหามากมาย ผมอายุแค่สิบหกปี ผมชกต่อยกับคนอื่นจนแขนหัก แต่มันก็ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่หรอก ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ มีสองคนพยายามข่มขืนผม....  ผมขอไปอยู่ใน P.C. (protective custody) แต่พวกเขาไม่ยอม"     

 

และจดหมายฉบับที่สอง:

"ตอนที่ผมอยู่ในบล็อค B มีผู้ชายสามคนมาบอกผมว่า พวกเขาเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยปกป้องผมจากการถูกข่มขืน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน พวกเขาขอช่วยตัวเองไปพลาง มองผมไปพลาง พอผมถูกย้ายมาบล็อคใหม่ ก็มีผู้ชายอีกสองคนเอาปากกาจี้ผม พวกเขาขู่ว่า ถ้าไม่ยอมให้พวกเขา Jack Off พวกเขาจะข่มขืนผมจริงๆ จังๆ ฟ้องพัสดีก็แล้ว แต่ไม่มีใครช่วยผมเลย"

R.P. ไม่ได้บอกว่าโดนข่มขืน แต่หลายเสียงก็ยืนยันว่า เด็กๆ อย่าง R.P. ตกเป็นเหยื่อของการข่มขืนได้ง่าย นักโทษชาวฟลอริดาคนหนึ่งให้การว่า:

"เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ถูกข่มขืนเพราะความเป็นเด็ก กล้ามเนื้อยังเติบโตไม่เต็มที่ และผิวที่ยังไม่หยาบกร้าน นักโทษที่ข่มขืนมักจินตนาการว่าเด็กเหล่านั้นเป็นผู้หญิง มีนักโทษบางคนถึงกับต่อสู้กันเพื่อแย่งเด็กผู้ชาย ว่าใครจะได้ครอบครองเด็กคนนั้น โดยที่เด็กนั่นไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด"

นักโทษใน Nebraska บอกกับ Human Rights Watch ว่า:

"นักโทษเด็กจะถูกจองจำไว้ที่อื่นจนกระทั่งพวกเขาอายุสิบหกปี พออายุครบสิบหกเมื่อไหร่ถึงจะส่งมาขังรวมในเรือนจำชาย สิบหกปี... ไม่ต่างอะไรจากโยนก้อนเนื้อนิ่มๆ ใส่ดงหมาป่า ผมไม่เคยได้ยินว่าเด็กคนไหนอยู่รอดปลอดภัยเกินหนึ่งอาทิตย์"

 

..............................................................

 

 

 นักโทษที่ขี้ขลาดหรือขี้อายจะถูกหาว่า "อ่อนแอ" และนั่นก็ทำให้เขาตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศได้ง่าย เหยื่อมักจะตัวเล็กกว่าผู้ล่า นักโทษชายคนหนึ่งมีน้ำหนักเพียงหนึ่งร้อยสี่สิบปอนด์ (~63 kg) เขาบอก Human Rights Watch ว่า เขาถูกข่มขืนโดยนักโทษที่สูงหกฟุตเจ็ดนิ้ว (~200 cm) และหนักกว่า 280 ปอนด์ (~127 kg) ในสังคมนักโทษ ปลาใหญ่เขมือบปลาเล็ก  ยิ่งตัวเล็กมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นเหยื่อชั้นดีฐานพีระมิดมากเท่านั้น

แต่ก็อย่าเพิ่งสรุปว่า ถ้าตัวใหญ่บึกบึนแล้วจะรอด "ผมไม่สนว่าคุณจะตัวใหญ่เป็นยักษ์หรือต้องโทษคดีอุกฉกรรจ์มากแค่ไหน แต่ถ้าคุณถูกนักโทษห้าคนรุมขึ้นมา คุณก็เดือดร้อนแน่ล่ะ" ร่างกายใหญ่โตเป็นแค่เกราะป้องกันชั้นนอกเท่านั้น เกราะจะแตกเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา

และที่สำคัญยิ่งไปกว่า "ร่างกาย" และ "พละกำลัง" คือ "จิตใจ" ความกล้าที่จะต่อสู้เมื่อถูกก่อกวน ถ้านักโทษถูกรังแกแล้วไม่กล้าลุกขึ้นต่อสู้ เรือนจำจะกลายเป็นนรกของเขาในพริบตา ดังที่นักโทษคนหนึ่งให้การว่า:

"คนที่ตัวเล็กกว่า อ่อนแอกว่า และสุภาพกว่าคือเหยื่อชั้นยอด นักโทษที่สุภาพนอบน้อมมักถูกหาว่าทำตัวเกย์ และนั่นก็เปรียบเหมือนการเชิญชวนดีๆ นี่เอง นักโทษหน้าใหม่ต้องใจแข็งและพร้อมที่จะสู้"

ในหลายปีให้หลัง จำนวนนักโทษที่เป็นโรคปัญญาอ่อนมีมากขึ้น และนักโทษเหล่านี้ก็ตกเป็นเหยื่อบ่อยครั้งเช่นกัน ตัวอย่างรายหนึ่งเปิดเผยต่อ Human Rights Watch:

"วันหนึ่ง ผมกำลังจะไปเอายา จู่ๆ ยักษ์ใหญ่ผิวดำสองคนก็เรียกผมไป พวกเขาทำให้ผมกลัวมากเลย ผมไม่กล้าสู้ พวกเขาเลยบังคับให้ผมเรียกเขาว่าแด๊ดดี้ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตลอดแหละ ทั้งเจ้าหน้าที่แล้วก็นักโทษ...ทุกคนกดขี่ข่มเ